ซูชิหรือไม่ที่เรียกกันว่าข้าวปั้น ข้าวปั้นมีหน้าต่างๆหลายหลากนั้นเป็นโภชนาของญี่ปุ่น มีส่วนประกอบของข้าวพร้อมทั้งน้ำส้มสายชู กินคู่กับปลา เนื้อ หรือไม่ก็ ของคาวประเภทมากมาย ในที่ญี่ปุ่น ซูชิ มักเป็นอาหารการกินที่มีส่วนผสมของ ซูชิเมะชิ ( ข้าวที่ผสมน้ำส้มสายชู) และมีหน้าแบบหลากหลายเป็นหน้า ที่นิยมด้วยครับทั้ง อาหารทะเล พืชผัก ไข่ เห็ด เนื้อที่เอามาใช้อาจจะเป็นเนื้อดิบ หรือ เนื้อที่ผ่าน ขั้นตอนหุงหาอาหารแล้วก็นำมาเป็นหน้าซูชิได้เช่นกัน
คำว่าซูชิ คงชินหูใครหลายคน แต่ก็มีอีกหลายคนที่ยังไม่รู้เรื่องว่าจริงจังแล้วซูชินั้นมันคืออะไรพร้อมด้วยหน้าตามันเป็นไรกันแน่
ซูชิ คือ การผสานระหว่างปลากับข้าว ซูชินั้นมีวิวัฒนาการมาเมื่อหลายร้อยปีมาแล้วครับ ซึ่งเกิดจากความต้องการที่จะถนอมอาหารของชาวอาทิตย์อุทัย คำว่า “ซูชิ” นิยมหมายถึง นิงิริซูชิ ที่เป็นข้าวมาทับเป็นหมู่พร้อมด้วยมีเนื้อปลาวางบนด้านหน้าเท่านั้น
หากเอ่ยถึงข้าวญี่ปุ่นที่ฮิตไปทั่วโลก เชื่อว่าหลายท่านก็เป็นได้ต้องคำนึงถึง ซูชิ เป็นอันดับต้นๆ พร้อมด้วยในไทยก็ด้วยครับ เราจะเห็นได้จากหลายหลากที่ไม่ว่าจะเป็น ตลาดนัด ร้านขายของสะดวกซื้อ ร้านค้าอาหารญี่ปุ่นในห้างสรรพสินค้า ไปจนถึงระดับเหลาก็มีซูชิให้เราได้เลือกคัดทานกัน
เรื่องด้วยการทานซูชิที่หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบ จริงๆแล้ว เรื่องเล็กๆ หากเราเฉยเมยไปก็ไม่ได้ผิดอะไรหรอกครับ ทว่าเราจะรับรู้ถึงคุณประโยชน์ของสิ่งนั้นเพิ่มขึ้น เรื่องเล็กน้อยของซูชิก็เช่นกันครับ มันมีความเชื่อรับประทานซูชิที่ถูกต้องอยู่ว่า เริ่มกินจากปลาที่มีรสชาติอ่อนก่อน แล้วจึงค่อยไล่ไปหาปลาที่รสชาติที่เข้มข้นเพิ่มมากขึ้นต่อๆไป การกินลำดับเช่นนี้จะทำให้ปลาที่รสชาติข้นกว่า ยกตัวอย่างเช่น หากรับประทานปลาทูน่ามันๆ ก็จะทำให้รสชาติของปลาทูน่าไปกลบปลาที่รสอ่อนกว่าอย่างปลาสีแดง






การนวดเป็นการรักษาอาการปวดวิธีแรกที่มนุษย์เรารู้จัดตังแต่โบราณกาล เป็นวิธีทางธรรมชาติที่เกิดจากการเรียนรู้ เช่น ปวดตรงไหนก็ถู บีบนวดตรงนั้น ต่อมามีการสั่งสมประสบการณ์จนเป็นศาสตร์หนึ่งในการรักษา สำหรับการนวดแผนไทย หรือบางครั้งเรียกนวดแผนโบราณ มีบันทึกตั้งแต่สมัยสุโขทัย มาเจริญรุ่งเรืองมากสมัยอยุธยา แล้วจืดจางลงเมื่อแพทย์แผนใหม่เข้ามาสู่ประเทศของเรา ปัจจุบันกลับได้รับความนิยมอย่างมากอีกครั้งเนื่องจากสรรพคุณที่ปรากฏให้เห็นที่น่าประหลาด คือ คนที่เห็นคุณค่ากลับเป็นคนต่างชาติ ซึ่งการนวดแบ่งออกเป็น 3 อย่าง คือ นวดเพื่อสุขภาพ นวดเพื่อการบำบัดรักษาและนวดเพื่อการฟื้นฟูสรรถภาพ นอกจากนี้การนวดแผนโบราณยังแบ่งออกได้ตามกรรมวิธีการนวดเป็น 2 อย่างใหญ่ๆ คือ นวดเชลยศักดิ์ และนวดราชสำนัก บางแห่งแบ่งนวดฝ่าเท้าออกมาต่างหาก
ธุรกิจสปาในอินเดียเพิ่งมีการเริ่มต้นอย่างจริงจังในช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมานี้ จนกระทั่งถึงปัจจุบันธุรกิจ สปาในอินเดียกำลังอยู่ในช่วงที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีเงินหมุนเวียนในธุรกิจสปามากกว่า 400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในแต่ละปี และมีแนวโน้มที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 20 สำหรับกลุ่มโรงแรม และร้อยละ 30 ในกลุ่ม Day Spa ภายในเวลา 2 ปี โดยผู้บริโภคอินเดียได้เริ่มเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับธุรกิจดังกล่าวจากที่มองว่าเป็นการใช้จ่ายเพื่อความบันเทิงและผ่อนคลาย มาเป็นการให้ความสำคัญในเรื่องของสุขภาพและการบำบัด
